ค่า pH ของดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการปลูกพืช เพราะเป็นตัวกำหนดว่า ธาตุอาหารจะละลายและรากพืชดูดไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด แม้ว่าดินจะมีปุ๋ยอยู่มาก แต่ถ้า pH ไม่เหมาะสม พืชก็อาจขาดธาตุอาหารได้
ทำไม pH ของดินจึงสำคัญ
1. ควบคุมการดูดธาตุอาหาร
pH เหมาะสม → พืชดูด N, P, K และธาตุรองได้ดี
pH ต่ำเกินไป (ดินเปรี้ยว)
ฟอสฟอรัส (P) ถูกตรึง
แคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg) ลดลง
อะลูมิเนียม (Al) และเหล็ก (Fe) อาจละลายมากจนเป็นพิษ
pH สูงเกินไป (ดินด่าง)
เหล็ก (Fe), สังกะสี (Zn), แมงกานีส (Mn), โบรอน (B) ดูดได้น้อย
ใบอ่อนมักเหลือง แม้จะใส่ปุ๋ยแล้ว
2. ส่งผลต่อจุลินทรีย์ในดิน
จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เช่น
ย่อยสลายอินทรียวัตถุ
ตรึงไนโตรเจน
เปลี่ยนรูปธาตุอาหาร
จะทำงานดีที่สุดเมื่อ pH อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
3. มีผลต่อการเจริญของราก
หากดินเป็นกรดจัด
รากสั้น
รากแตกน้อย
ดูดน้ำและปุ๋ยได้ไม่ดี
4. เพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย
ถ้า pH เหมาะสม
ปุ๋ยที่ใส่สูญเสียน้อย
ใช้ปุ๋ยน้อยลงแต่ได้ผลดีขึ้น
ลดต้นทุนระยะยาว
ค่า pH ที่เหมาะกับพืชทั่วไป
| pH | สภาพดิน | ความเหมาะสม |
|---|---|---|
| <4.5 | กรดจัด | ไม่เหมาะกับพืชส่วนใหญ่ |
| 4.5–5.5 | กรด | พืชบางชนิดทนได้ |
| 5.5–6.5 | เหมาะสมมาก | พืชส่วนใหญ่เจริญดี |
| 6.5–7.5 | เป็นกลาง | เหมาะกับพืชหลายชนิด |
| >7.5 | ด่าง | เสี่ยงขาดธาตุอาหารรอง |
สำหรับทุเรียน
ทุเรียนชอบดิน
pH ประมาณ 5.5–6.5
ดินร่วน ระบายน้ำดี
อินทรียวัตถุสูง
หาก
pH ต่ำกว่า 5.0 ควรพิจารณาปรับด้วยปูนโดโลไมต์หรือปูนขาวตามผลวิเคราะห์ดิน
pH สูงกว่า 6.8 ควรหลีกเลี่ยงการใส่ปูนเพิ่ม และใช้ปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุที่ช่วยรักษาความเป็นกรดอ่อนของดิน
ค่า pH น้ำก็สำคัญเช่นกัน
น้ำที่ใช้ผสมปุ๋ยหรือพ่นทางใบควรมี
pH 5.5–6.5
เพราะจะช่วยให้
ปุ๋ยละลายได้ดี
ยาหลายชนิดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ลดการสลายตัวของสารเคมีบางชนิดในน้ำที่เป็นด่าง
สำหรับโครงการ AgriTech Plus
ในโครงการของ AgriTech Plus จะทำการบันทึกค่าเหล่านี้ประจำแต่ละแปลงในฐานข้อมูล เช่น
pH ดิน
EC (ความเค็มของดิน)
ความชื้นดิน (VWC)
อุณหภูมิดิน
อินทรียวัตถุ (%OM)
N, P, K
Ca, Mg
วันที่ตรวจ
พิกัดหรือหมายเลขแปลง
เมื่อเก็บข้อมูลต่อเนื่อง คุณจะเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของดินและสามารถปรับการใส่ปุ๋ยได้แม่นยำขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในระยะยาวได้มาก.